บทที่ 2 แก๊ง 7 ลูกกรอก
ตอนที่ 2 แก๊ง 7 ลูกกรอก
“ธีร์” เพื่อนสนิทวัยเด็กของผมซึ่งเป็นทั้งเพื่อนเล่น และเพื่อนเรียนด้วยกันมาตั้งแต่ผมอยู่อเมริกา มันเป็นหุ้นส่วนในการทำธุรกิจด้วยกันหลายอย่าง ธีร์เป็นชายหนุ่มหน้าคมอย่างไทยๆ เป็นอีกคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ภายใต้ชายคาบ้านหลังนี้มานานเกือบสิบปีแล้ว หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยชื่อดังในอเมริกามาพร้อมผม
“นี่...มึงแน่ใจนะว่าไอ้เด็กนั่นจะไม่พังบ้านมึงน่ะโฬม” เสียงห้าวๆ ของไอ้ธีร์พูดกลั้วหัวเราะ พร้อมกับสายตาระยิบระยับจ้องมองไปยังชั้นสองของบ้านเช่นเดียวกับอีกหลายคน
“ถ้ามันอยากตาย อยากทำอะไรก็ให้มันทำไปก่อน เดี๋ยวมันเหนื่อยมันก็คงหยุดเอง” ผมตอบมันไปแบบเรียบๆ เหลือบตามองไปยังชั้นสองของบ้านเล็กน้อย เมื่อเสียงเหมือนมีอะไรแข็งๆ หนักๆ ล้มดังโครมครามอีกระลอกหนึ่ง ไอ้เด็กเปรตนี่ร้ายนัก เดี๋ยวถ้ากูขึ้นไปแล้วมึงทำข้าวของในบ้านกูพัง กูจะกระทืบให้จมตีนเลย
“มึงแน่ใจนะ ว่าจะไม่ขึ้นไปดูจริงๆ กูว่าป่านนี้เละทั้งห้องแล้วมั้ง” ไอ้ใบชา เพื่อนของผมอีกคนเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกมือขึ้นมาท้าวคาง สายตายังไม่ละออกมาจากหน้าต่างชั้นสอง
“ใบชา” หรือที่พวกผมเรียกกันสั้นๆ ว่า “ชา” เป็นเพื่อนอีกคนหนึ่งของผมที่เข้ามาร่วมทำธุรกิจด้วยกัน ไอ้ชามันเข้ามาดูแลเรื่องร้านอาหาร ร้านกาแฟ รวมไปถึงเรื่องอาหารการกินของทุกคนที่นี่ เราสามคนสนิทกันมาก ดีกรีความหล่อก็ไม่ได้แพ้กันหลายคนคงงงเวลาพวกเราเดินด้วยกัน เพราะผมหน้าฝรั่ง ไอ้ธีร์หน้าไทย ส่วนไอ้ใบชาหน้าจีน เรียกได้ว่าเป็นความหล่อแบบนานาชาติของจริงเลยล่ะครับ
“ถ้ากูขึ้นไปตอนนี้ ไอ้เด็กเปรตนั่นได้ตายคาตีนกูแน่” ผมเอ่ยขึ้น
ผมลุกขึ้นจากโต๊ะ แล้วเดินไปจับสายจูงม้าพันธุ์ตัวหนึ่งซึ่งผูกเอาไว้ใกล้ๆ ใต้ต้นไม้หน้าบ้าน ม้าทรงสวยสง่าปราดเปรียวเหยาะเท้าอยู่กับที่เบาๆ พลางสะบัดหน้าไปมาอวดขนแผงเงาระยับสีน้ำตาลเข้ม
“ไอ้เต้ย มึงคอยดูไว้ด้วยถ้าเสียงเงียบเมื่อไหร่มึงค่อยเข้าไปดู แล้วก็ถ้ามึงปล่อยให้ไอ้เด็กเปรตนั่นหนีไปได้ กูจะกระทืบมึงให้ซี่โครงหักเลย” ผมหันไปสั่งลูกน้องคนสนิท ก่อนจะเหวี่ยงตัวขึ้นไปบนหลังม้าคู่ใจของผม ควบออกไปโดยไม่ได้เอ่ยสิ่งใดเพิ่มเติม
“เอ่อ...พี่ธีร์ กับพี่ชาเอายังไงดีครับ” ไอ้เต้ย เอ่ยถามสีหน้าเป็นกังวลพลางชี้มือไปยังตัวบ้าน
“เอาเป็นว่ามึงก็สู้ๆ นะ ส่วนกูจะไปดูที่ร้านละ ต้องไปเตรียมเส้นสปาเก็ตตี้กับทำน้ำสต็อค” ใบชาเอ่ยขึ้น พลางยื่นมือไปตบลงบนบ่าเด็กหนุ่มซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดาคนหนุ่ม ลูกสมุนคนสนิทของเจ้าของบ้าน แล้วก็เดินไปสตาร์ทรถจี๊ปคันใหญ่ ก่อนจะขับออกไปตามทาง เพื่อมุ่งหน้าไปยังส่วนที่เป็นร้านอาหาร ซึ่งตนเองเป็นคนรับผิดชอบดูแลอยู่
“พี่ธีร์” เสียงเรียกอ่อยๆ ขอความเห็นใจของชายหนุ่มร้องเรียกชายอีกคน
“พอๆ มึงไม่ต้องมาเรียกกู กูก็ไม่รู้จะช่วยมึงยังไง แค่เด็กคนเดียวเอง มึงก็ดูแลไปแล้วกัน อ่อ หาข้าว หาปลาไปให้มันแดกด้วยล่ะ เดี๋ยวเสือกหิวข้าวตายห่าไปอีกจะซวยกันหมด” ธีร์เอ่ยขำๆ ก่อนจะเดินตรงไปขับรถกระบะสี่ประตูออกไปข้างนอก โดยมีชายหนุ่มหน้าตาดี ซึ่งเมื่อครู่นั่งกินมื้อเช้าร่วมโต๊ะด้วยกันอยู่กระโดดขึ้นหลังรถไปด้วยสองคน
“พวกมึง...” เต้ยยังไม่ลดความพยายาม ที่จะหันไปหาชายหนุ่มอีกห้าคนที่เหลือ ซึ่งกำลังช่วยกันเก็บจานชามกันอยู่
“ไม่ต้องมองกู แค่กูฟังเสียงกูก็ขนหัวลุกแล้ว เด็กเหี้ยไรวะ นรกส่งมาเกิดแท้ๆ” ไอ้โอ๊ต หนึ่งในบรรดาชายหนุ่มหุ่นล่ำบึ้กเอ่ยขึ้นพร้อมส่ายหัวไปมา
ฟาร์มของผมอุดมไปด้วยชายหนุ่มหุ่นล่ำ กล้ามเป็นมัดๆ นับรวมหลายสิบคน แต่ที่เด็ดๆ เลยก็คงเป็นเจ็ดหนุ่มเนื้อทองฝีมือดีของผมซึ่งประกอบด้วย
“เต้ย” ชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าปี ดีกรีปริญญาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งสาขาสัตวศาสตร์ เด็กหนุ่มหน้าตาดีแบบไทยแท้ๆ ที่เข้ามาช่วยผมดูแลงานภายในฟาร์ม เกี่ยวกับการผสมพันธุ์ม้าและดูแลม้าแทบจะทั้งหมด เต้ยเป็นชายหนุ่มอารมณ์ดีที่ซื่อๆ แต่เปี่ยมไปด้วยความสดใสร่าเริง จริงใจ และได้รับความรักความไว้วางใจจากผมมากที่สุด เพราะผมส่งเสียให้เรียนกันมาตั้งแต่เต้ยจบมัธยมปลาย เนื่องจากที่บ้านยากจนจึงไม่สามารถเรียนต่อได้ ผมเห็นว่าเด็กคนนี้นิสัยดีขยันและซื่อสัตย์ จึงเป็นธุระส่งเสียให้เขาเรียนจนจบชั้นปริญญาตรี เมื่อเรียนจบเต้ยเองก็กลับมาช่วยงานที่ฟาร์มของผม และกลายเป็นมือขวาของผมจนทุกวันนี้
“โอ๊ต” เพื่อนสนิทของเต้ย เรียนจบจากสถาบันเดียวกัน เมื่อเรียนจบจึงเข้ามาทำงานที่ฟาร์มแห่งนี้ตามการชักชวนของเต้ย และตอนนี้ก็ควบตำแหน่งครูสอนขี่ม้าไปด้วย โอ๊ตเป็นผู้ชายหน้าตาไทยๆ ตัวใหญ่หุ่นล่ำกล้ามแน่น แอบทะเล้นและทะลึ่งจนเกือบจะลามกอยู่ แต่มันก็แค่สนุกๆ และเป็นตัวสร้างสีสันให้พวกเราเสมอ
“ปืน” อดีตเด็กแวนซ์ซิ่ง สายย่อ ห้อทุกถนนชนแม่งทุกโค้ง เกือบตายห่าคาฟุตบาทไปหลายครั้ง แต่ก็ไม่เข็ดไม่หลาบจำสักที จนแม่มันปวดหัวลากคอมาฝากให้ผมช่วยกำราบมัน ผมจึงเปลี่ยนมันจากเด็กแวนซ์สองล้อให้มาห้อม้าสี่ขาแทน ตอนหลังมันขายมอเตอร์ไซค์ทิ้ง แล้วมาขี่ม้ากุบๆ ไปไหนมาไหนอย่างเท่ห์ แต่มันก็ยังไม่ทิ้งลายควบม้าผมแหกโค้งอยู่หลายครั้ง มันเป็นคนสอนขี่ม้าแบบโลดโผนให้กับพวกคนที่เขามาฝึกขี่ม้า และนักแสดงหลายคนที่มาฝึกขี่ม้าเพื่อเอาไปใช้แสดงหนัง แสดงละคร เรื่องโชว์สเตปขี่ม้าเสี่ยงตายให้ไปปรึกษามันได้เลย
“ขุน” กับ “โดม” เป็นลูกน้องผมก็จริงแต่มันสองคนเป็นผู้ช่วยเชฟฝีมือดี ที่เข้ามาเป็นมือขวามือซ้ายของใบชา ในการดูแลร้านอาหารด้านหน้า แม่ไอ้ขุนขายอาหารตามสั่งอยู่ในตัวเมือง มันเคยเล่าให้ผมฟังว่า มันอยากเปิดร้านอาหารริมแม่น้ำ มันเป็นพ่อครัวส่วนแม่มันเก็บเงิน ติดอยู่ที่บ้านมันไม่มีเงิน ตอนนี้เลยขอมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ก่อน สักวันหนึ่งมันจะมีร้านเป็นของตัวเอง
โดม แม่มันขายส้มตำอยู่ถัดจากฟาร์มไปห้ากิโลเมตร มันบอกว่าอยากทำงานเก็บเงินปลูกบ้านให้แม่อยู่สบาย มีร้านขายของแบบมินิมาร์ท มันไม่อยากให้แม่มันตำส้มตำไปจนแก่กลัวแม่ยกสากไม่ไหว เมื่อก่อนไอ้สองคนนี่ไม่ถูกกัน ตีกันทุกวันแต่ไม่รู้ไปทำกันอีท่าไหน ตอนนี้ตัวติดกันอย่างกับปาท่องโก๋ ขนาดเดินไปขี้มันก็ยังลากมือไปด้วยกัน
“เสก” กับ “ไผ่” เป็นลูกสมุนผม แต่เป็นผู้ช่วยของของธีร์ ซึ่งช่วยดูแลในส่วนของรีสอร์ท ที่พัก แพพัก รถเช่า ตั้งแต่ช่วงแรกๆ เสกเป็นเด็กเกิดในพื้นที่ ทำให้มันรู้แทบจะทุกซอกทุกมุมของจังหวัดเหมือนตัวมันเป็นจีพีเอสประจำจังหวัดประมาณนั้นเลย มันโม้ให้ฟังบ่อยๆ ว่าหลับตาเดินยังรู้ ถามมาเลยถ้าหลงในจังหวัดนี้มันบอกทางได้หมด แต่อย่าออกนอกเขตนะ แม่งพาหลงชิบหาย เหมือนมากับคนตาบอดกันเลย ผมเองก็งงกับมันเหมือนกัน มึงจะเรียนรู้เชี่ยวชาญให้มันนอกแผนที่จังหวัดหน่อยไม่ได้หรือไงวะ
ไผ่ เจ้าพ่อไอทีและอิเลคทรอนิคส์ของฟาร์ม ยกให้มัน เพราะมันเก่งเรื่องนี้ตั้งแต่เปลี่ยนหลอดไฟไปจนถึงระบบกล้องวงจรปิด ทำเพจ ลงโฆษณา อะไรที่ล้ำๆ ให้มันทำเถอะ
ทั้งเจ็ดคนอยู่ด้วยกันจนสนิทสนมกันเสมือนพี่น้อง และเมื่อวานช่วงมื้อค่ำลูกพี่ใหญ่ของพวกตน ได้บอกกล่าวกับทุกคนพร้อมกันว่า จะมีสมาชิกของบ้านมาเพิ่มหนึ่งคน คือ “แทน” เด็กเจ้าปัญหาที่มีคนนำมา “ฝากเลี้ยง” ไว้ที่ฟาร์มชั่วคราว แต่ก็ไม่คิดว่า “เด็ก” ที่ลูกพี่ใหญ่บอกไว้จะร้ายกาจขนาดนี้
